แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน การจัดการ สภาพคล่อง บริหาร ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน การจัดการ สภาพคล่อง บริหาร ธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การจัดการกับหนี้ท่วม

เมื่อบุคคลหรือธุรกิจมีการก่อหนี้สิน หน้าที่สำคัญของการเป็นลูกหนี้ ก็คือการใช้หนี้ตามกำหนดเวลา แต่เมื่อเกิดเหตุที่ให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่ว่าจะเกิดจาก รายรับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ลูกหนี้ของเราผิดนัดชำระหนี้ สินทรัพย์เสียหายหรือเสื่อมมูลค่า เกิดภาวะขาดทุน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ การแก้ไขปัญหามักมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ผัดผ่อนการจ่ายชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็น การผัดผ่อนกับเจ้าหนี้การค้า (เพื่อนำไปจ่ายค่าแรงหรือเจ้าหนี้เงินกู้ก่อน) หรือการผัดผ่อนโดยตรงกับเจ้าหนี้เงินกู้ => มักเกิดในกรณีที่กระแสเงินสดรับเข้าล่าช้ากว่าที่คาดไม่มาก หรือ ทราบว่ากระแสเงินสดรับในอนาคต จะสามารถชดเชยกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้

  • เจรจาขอกู้เงินเพิ่มจากเจ้าหนี้เดิม ด้วยเหตุผลว่าหากไม่ได้เงินกู้ส่วนเพ่ิมนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถชำระหนี้ก้อนเดิม => มักเกิดในกรณีที่ใช้วงเงินกู้ยังไม่เต็มหลักประกัน (เช่นหลักประกันถูกตีมูลค่าไว้ 10 ล้านบาท ธนาคารให้วงเงินกู้ 7 ล้านบาท แต่กู้ไว้เพียง 5 ล้านบาท จึงขอกู้เพิ่มได้อีก 2 ล้านบาท) หรือ ถึงแม้เต็มวงเงินแล้วหากธนาคารหรือเจ้าหนี้เงินกู้เห็นความจำเป็น ก็สามารถอนุมัติวงเงินกู้เพิ่มเติมได้ ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นเช่น บริษัทหนึ่ง มีการกู้เงินมาลงทุนในการขยายโรงงาน และลงทุนในเครื่องจักรเพิ่ม แต่ภายหลังจากเพิ่มกำลังการผลิตแล้ว ยอดขายกลับไม่เพิ่มขึ้นดังแผนที่วางไว้ ทำให้บริษัททั้งแบกภาระดอกเบี้ยสูง มีค่าใช้จ่ายดำเนินงานสูงขึ้นและเริ่มขาดสภาพคล่อง ดังนั้น ผู้บริหารของบริษัท จึงเข้าเจรจากับธนาคาร เพื่อขอเพิ่มวงเงินโดยไม่เพิ่มหลักประกัน (เพราะไม่มีให้เพิ่มแล้ว) ธนาคารจึงจำเป็นต้องปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ธุรกิจสะดุดและเกิดหนี้เสีย ซึ่งในกรณีที่ผมนำมาเล่าให้ฟังนี้ เป็นกรณีของลูกหนี้รายใหญ่และมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับธนาคาร ซึ่งไม่ใช่ทุกกิจการจะสามารถทำได้เช่นนี้

  • กู้ยืมจากแหล่งเงินกู้อื่น เพื่อมาชำระหนี้ที่ครบกำหนด => มักเกิดในกรณีที่ลูกหนี้ไม่อยากผิดนัดชำระหนี้กับกับเจ้าหนี้รายหลัก หรือ ต้องการเงินกู้ระยะสั้นชั่วครั้งชั่วคราวระหว่างรอกระแสเงินสดรับจากการดำเนิน ซึ่งอาจเข้ามาล่าช้ากว่ากำหนด โดยส่วนใหญ่ถ้าหากมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินทุกแห่งจนเต็มวงเงินแล้ว ผู้กู้มักจะหันไปกู้หนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูงผิดปกติ ซึ่งการกู้ในลักษณะนี้เองจะเป็นการกู้ที่ทำให้ดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นและมีการทบต้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงควรเป็นทางเลือกที่ควรหลีกเลี่ยง

  • ผิดนัดชำระหนี้ => เกิดในกรณีที่ไม่สามารถหาเงินสดมาชำระหนี้ได้ทันกำหนดเวลาจริงๆ (ถึงจะข้ามขั้นตอนในการกู้ยืมเงินนอกระบบมา ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด) แต่จะถึงขั้นฟ้องร้องกับธนาคารหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเจรจา แต่ทั้งนี้ ควรแจ้งให้ธนาคารทราบโดยเร็วที่สุด หากเริ่มตระหนักว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด เพื่อไม่ให้เสียความสัมพันธ์โดยเฉพาะในกรณีที่จะต้องมีการเจรจา หรือ ฟ้องร้องกันภายหลัง

จะเห็นได้ว่ามีก่อนที่กิจการใดๆ จะมีหนี้ท่วม จนถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้นั้น มักมีพัฒนาการตามลำดับที่แสดงให้เห็น สิ่งสำคัญคือ เมื่อเกิดภาวะหนี้ท่วมขึ้นแล้ว ส่ิงที่สามารถกระทำได้นั้น ควรเร่ิมตั้งแต่การเจรจากับเจ้าหนี้ซึ่งมีทางเลือกหลายอย่างเช่น 1) ขอพักชำระเงินต้นโดยชำระแต่ดอกเบี้ย 2) ขอพักชำระดอกเบี้ยทั้งต้นทั้งดอก 3) ขอให้หยุดการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาพัก 4) การขอลดอัตราดอกเบี้ย 5) การขยายช่วงเวลาและลดยอดผ่อนชำระต่องวด 6) การขอลดยอดหนี้ (hair cut) 7) การขอแปลงหนี้เป็นทุน (ให้ธนาคารมาถือหุ้นบริษัท แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก) ซึ่งทั้งนี้ในแต่ละทางเลือก ต้องมีการจัดทำแผนการชำระเงินประกอบ เพื่อให้เจ้าหนี้มั่นใจว่าหลังจากผ่อนผันแล้ว ลูกหนี้จะสามารถชำระหนี้คืนได้ตามที่สัญญาไว้


นอกจากการเจรจาแล้ว ยังสามารถ การขายสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นออกไป ขายสินค้าลดราคา (fire sales) การหาผู้ร่วมทุนใหม่ และถึงท้ายที่สุดแล้ว หากไม่สามารถจะทางออกได้ เงินทองก็แค่ของนอกกายครับ มีวันล้มก็ต้องมีวันลุก

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

การจัดการสภาพคล่อง

การจัดการสภาพคล่องคือ การบริหารเงินสดให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ และถือเป็นลมหายใจของธุรกิจ เพราะ บริษัทที่ขาดทุนหากไม่ขาดสภาพคล่องก็ยังอยู่ได้ ตราบเท่าที่บริษัทยังสามารถหาเงินสดมาจ่ายหนี้เมื่อถึงกำหนดชำระได้ ไม่ว่าจะมาจาก การเพิ่มทุน หรือ การกู้ยืมจากตลาดเงิน เช่น เงินกู้จากสถาบันการเงิน เงินกู้จากสาธารณะชน (โดยการออกหุ้นกู้ในกรณีที่เป็นบริษัทมหาชน) เงินกู้จากบุคคล เช่น จากกรรมการบริษัท จากลูกค้า (เงินจ่ายล่วงหน้า) จากคนรู้จัก หรือ เงินกู้นอกระบบ และในกรณีที่ถึงที่สุด เมื่อบริษัทไม่สามารถหาเงินสดมาชำระหนี้ได้ทันกำหนด หากสามารถผัดผ่อนการชำระหนี้ได้  บริษัทก็ยังดำเนินกิจการต่อไปจนกระทั่งเมื่อมีรายรับเข้ามาชำระหนี้ได้ภายในเวลาอันสมคร

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในการป้องกันปัญหานั้น ผู้บริหารควรทำความเข้าใจกับต้นเหตุของการขาดสภาพคล่อง ซึ่งนอกจากการขาดทุนสะสมแล้ว ยังเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

o        ภาวะกดดันต่อรายได้ เช่น ตลาดหดตัว สงครามราคา ขาดความได้เปรียบในการแข่งขัน การทุ่มตลาด สินค้าทดแทน ฯลฯ

o        ขาดการบริหารที่ดี เช่น การขยายธุรกิจเร็วเกินไป ขาดการวางแผนการส่งเสริมการขายที่ดี ขาดการบริหารลูกหนี้ที่ดี (เก็บหนี้ได้ช้าหรือเก็บไม่ได้) ขาดการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ (วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร) ขาดการบริหารสินค้าคงคลังที่รัดกุม ขาดการเจรจาต่อรองที่ดีกับคู่ค้า ขาดการสร้างสัมพันธ์อันดีกับธนาคาร จัดหาแหล่งเงินทุนที่ไม่สัมพันธ์กับการใช้จ่าย (เช่นนำเงินกู้ระยะสั้นไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวร) ขาดการทำประมาณการกระแสเงินสด ขาดข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจฯลฯ

o        เหตุการณ์ที่นอกเหนือความความคุม เช่น วัตถุดิบขึ้นราคาผิดปกติ ธนาคารปรับลดวงเงินสินเชื่อ  อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ โจรกรรม การทุจริต สูญเสียชื่อเสียง คู่ค้าล้มละลาย สินค้าลอกเลียนแบบ การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย การเมือง นโยบายรัฐ เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค ฯลฯ

 

ในการป้องกันปัญหาสภาพคล่องนั้น สามารถทำได้โดยคาดการณ์ก่อนที่จะเกิดปัญหาและเตรียมมาตรการเพื่อรองรับ ดังต่อไปนี้

o        เงินสด : สำรองเงินสดไว้อย่างสมเหตุผล, ลงทุนเพื่อให้เกิดดอกผลได้แต่ต้องคำนึงถึงสภาพคล่อง

o        ลูกหนี้ : ประเมินเครดิตลูกหนี้อย่างรอบคอบ สม่ำเสมอ, ขอหลักประกันการชำระหนี้ถ้าเป็นไปได้, จัดเก็บข้อมูลลูกหนี้อย่างครบถ้วนรวมถึงระเบียบการวางใบแจ้งหนี้และรับเช็ค, วางใบแจ้งหนี้แต่เนิ่น,  ติดตามหนี้ที่ครบกำหนดอย่างสม่ำเสมอ , จ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ผู้แทนขายต่อเมื่อเก็บหนี้ได้, ทำเรื่องการรับชำระเงินแบบหักบัญชีอัตโนมัติ, ให้ส่วนลดเมื่อจ่ายหนี้เร็ว, จัดลำดับชั้นของลูกหนี้เพื่อสามารถบริหารที่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ

o        สินค้าคงคลัง : จัดเก็บสินค้าคงคลังตามความเหมาะสมเช่น เก็บที่ส่วนกลาง กระจายตามคลังย่อย ใกล้แหล่งผลิต หรือ ใกล้ตลาด, วางแผนจัดซื้อ, ใช้จำนวนสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Qunatity –EOQ), วางแผนการลำเลียงวัตถุดิบเข้าคลังที่สอดคล้องกับอุปสงค์และกำลังผลิต, กำหนดสต็อกสินค้าสำเร็จรูปให้เหมาะสมกับกลยุทธ์ของบริษัท, ผลักภาระให้ supplier เป็นผู้จัดเก็บ ฯลฯ

o        เจ้าหนี้การค้า : จ่ายหนี้ให้เร็วกรณีได้ส่วนลด, ขอเงื่อนไขการชำระหนี้ที่สมเหตุสมผล, ชะลอการชำระหนี้โดยไม่ให้เสียเครดิต, กระจายซื้อจากคู่ค้าหลายรายป้องกันความเสี่ยง

o        สินทรัพย์ถาวร : ขายหรือให้เช่าสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์, พิจารณาเงื่อนไขการ ซื้อ เช่า เช่าซื้อ อย่างรอบคอบ, ใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด, ทำประกันภัย

o        หนี้สิน : รักษาอัตราหนี้สินต่อทุนอย่างเหมาะสม, สร้างสัมพันธ์กับธนาคารหลายแห่ง, ใช้แหล่งเงินกู้ที่ต้นทุนต่ำก่อน, ขอวงเงินเผื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉิน, บริหารวันครบชำระหนี้อย่างให้ตรงกัน, re-finance เมื่อเป็นประโยชน์, หาหลักประกันให้เพียงพอ

o        ทุน : เตรียมทุนสำรองยามฉุกเฉิน, ยกขาดทุนสะสมมาใช้เพื่อลดภาษีในปีที่มีกำไร, ระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์เมื่อมีโอกาส

o        รายได้ : รักษาฐานลูกค้าเดิม หาตลาดใหม่ คิดเชิงสร้างสรรค์หาโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจ

o        ค่าใช้จ่าย : ทำแผนลด ชะลอค่าใช้จ่าย ศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง ชดเชย

o        ภาษี : วางแผนภาษีอย่างรอบคอบ, ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานทางบัญชี/ใบกำกับภาษี, ขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกิน

 

ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายวิธีการในการบริหารเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ในภาวะที่ธุรกิจมีปัญหา การใช้สติจะช่วยในการคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้  สุดท้ายนี้ ขอฝากข้อคิดไว้ให้ทุกท่านว่า ในที่สุดทุกปัญหาย่อมมีทางออก และการเลือกทางออกที่สุจริต และ จริงใจกับทั้งตนเองและผู้อื่น จะส่งผลให้ท่านสามารถกลับมายืนหยัดในธุรกิจอย่างสง่างามต่อไปได้ในวันข้างหน้า