แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์โครงการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การวิเคราะห์โครงการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์โครงการลงทุน (Capital Budgeting) 2 : NPV

สวัสดีครับ ในครั้งนี้เรามาต่อกันในเรื่องการวิเคราะห์โครงการลงทุน ซึ่งคราวนี้จะพูดถึงNPV ซึ่งเป็นวิธีการที่คำนึงถึง ค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) ซึ่งหมายความว่าค่าของเงินจะน้อยลงตามเวลาที่เพิ่มขึ้น ด้วยสาเหตุหลักอันเนื่องมาจาก (1) ความพอใจที่จะได้รับเงินในปัจจุบันมากกว่าอนาคต (2) ค่าเสียโอกาส (3) เงินเฟ้อ (4) ความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่น ถ้านายจ้างบอกว่าให้เรามีสิทธิ์เลือกว่าจะรับโบนัสวันนี้ 10,000 บาท หรือ จะรอรับโบนัสตอนสิ้นปี 10,500 บาท เชื่อว่าคนส่วนมากจะเลือกรับโบนัสในวันนี้ถึงแม้ตัวเงินอาจจะน้อยกว่าที่ได้รับตอนปลายปี นั่นเป็นเพราะ (1) เราพอใจที่จะได้รับเงินในวันนี้มากกว่าตอนสิ้นปี (2) เราสามารถนำเงินที่ได้รับมาไปลงทุนเพื่อให้ออกดอกออกผลซึ่งเมื่อถึงสิ้นปีอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับ 10,500 บาท (3) หรือเราอาจนำไปซื้อสินค้าบางอย่างที่เราต้องการ ซึ่งถ้าไม่ซื้อตอนนี้ ตอนปลายปีอาจราคาสูงขึ้นกว่านี้ และที่สำคัญ (4) เราไม่แน่ใจว่าถึงถึงสิ้นปีนายจ้างจะสามารถจ่ายโบนัสเรา 10,500 บาทได้จริงหรือไม่

เมื่อเราเข้าใจหลักการเรื่องค่าของเงินตามเวลาแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการวิเคราะห์การลงทุนด้วยวิธี Net Present Value (NPV) ซึ่งก็เป็นการนำกระแสเงินสดทั้งรับและจ่ายที่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระมาหักกลบลบกัน โดยมีการ คิดลด (discount) กระแสเงินสดที่เกิดขึ้น ณ เวลาต่างๆ ในอนาคต ให้มาอยู่บนฐานเดียวกัน ณ เวลาปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น มีโครงการลงทุนโครงการหนึ่งระยะเวลา 3 ปีและมีประมาณการรายรับและรายจ่ายดังต่อไปนี้

หน่วย:บาท

t= 0

(ปัจจุบัน)

t= 1

(ณ สิ้นปีที่ 1)

t= 2

(ณ สิ้นปีที่ 2)

t= 3

(ณ สิ้นปีที่ 3)

เงินสดรับ

0

105

105

105

เงินสดจ่าย

100

100

100

0

เงินสดสุทธิ

-100

5

5

105

ถ้าเราเอากระแสเงินสดทั้งหมดมารวมกันโดยไม่คำนึงถึงค่าของเงินตามเวลา เราก็จะได้

–100+5+5+105 = 15 ซึ่งแสดงว่าโครงการลงทุนให้ผลกำไรเป็นบวก 15 บาท

แต่ถ้าเราบอกว่าเงินสดที่เราะจะนำมาใช้ลงทุนในโครงการนี้เราขอยืมมาจากญาติผู้ใหญ่ที่เคยลงทุนในโครงการลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งญาติผู้ใหญ่บอกเราว่าโครงการแบบนี้ควรจะต้องได้ผลตอบแทน 15% ต่อปี ดังนั้นจึงหมายความความว่าถ้านำเงินที่มีต้นทุน 15% จำนวน 100 บาทในวันนี้ไปลงทุน ก็จะมีค่าในอนาคตเวลาต่างๆ ดังนี้ (ใช้สมมติฐานว่านำทั้งเงินต้นและดอกผลไปลงทุนต่อในงวดถัดไป)

หน่วย:บาท

t= 0

t= 1

t= 2

t= 3

สูตร

100 (1.15)0

100 (1.15)1

100 (1.15)2

100 (1.15)3

ผลลัพธ์

100

115

132.25

152.09

ด้วยหลักการเดียวกันเราจึงนำ 15% มาใช้ในการคิดลดกระแสเงินสดที่ได้จาการประมาณการซึ่งมีวิธีการคำนวณโดยการนำพจน์ (1+r)n โดยที่ r คือ discount rate และ n คือระยะเวลา (งวด) มาเป็นตัวหาร (เป็นการคิดลดมูลค่าจากอนาคตมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน)

t= 0

t= 1

t= 2

t= 3

เงินสดสุทธิ

-100/ (1.15)0

5/(1.15)1

5/(1.15)2

105/(1.15)3

ผลลัพธ์

-100

4.35

3.78

69.04

ปรากฏว่าเมื่อนำกระแสเงินสดทั้งหมดที่คิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบันมารวมกัน เราจะได้ -100+4.35+3.78+69.04 = -22.83 บาท ซึ่งขาดทุน แปลว่าไม่ควรทำโครงการนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการไม่คำนึงถึงค่าของเงินตามเวลานั้น จะส่งผลให้เราตัดสินใจในการลงทุนผิดพลาดได้ คราวหน้าเราจะมาต่อกันในเรื่องการวิเคราะห์วิธี IRR ซึ่งเป็นอีกวิธีที่นิยมไม่แพ้ NPV ครับ

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การวิเคราะห์โครงการลงทุน (Capital Budgeting)

ในการดำเนินธุรกิจใดๆ สิ่งสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องตัดสินใจ คือองค์กรควรจะลงทุนในโครงการใด องค์กรอาจมีโอกาสลงทุนในหลายๆ โครงการพร้อมกัน แต่ด้วยทรัพยากรจำกัดนั้น ทำให้ไม่สามารถลงทุนได้ในทุกโครงการ ดังนั้น จึงต้องมี การเลือกลงทุน ในโครงการ ที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งอาจลงทุนได้เพียง 1 โครงการ หรือ มากกว่านั้น ในกรณีที่สามารถเลือกลงทุนได้เพียง 1 โครงการ ถ้าเกิดความผิดพลาด อาจหมายถึง การสูญสลายขององค์กร ดังนั้น การวิเคราะห์โครงการลงทุน จึงถือเป็นกระบวนการที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์ ที่ส่งผลต่อ ความอยู่รอด ตลอดจนถึง ความเจริญก้าวหน้าขององค์กร

คำว่า โครงการลงทุนที่กล่าวถึงนี้ มีขอบเขตกว้างขวาง เป็นไปได้ทั้ง โครงการลงทุน ในเทคโนโลยีเครือข่าย ของ บริษัทโทรคมนาคม หรือ โครงการซื้อที่ดินและก่อสร้างอาคาร เพื่ออยู่อาศัยและการพาณิชย์ ของ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หรือ โครงการซื้อเครื่องจักรเพื่อการผลิต ของ โรงงาน หรือ โครงการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด ของบริษัทจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค

ไม่ว่าโครงการลงทุนจะเป็นรูปแบบใดหรือมีขนาดการลงทุนเท่าใดก็ตาม จะต้องมีการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ผู้เขียนจึงขอให้นิยามว่า การวิเคราะห์โครงการลงทุน คือ กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจในการลงทุนในสินทรัพย์ (ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ระยะสั้นหรือระยะยาว จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้)ที่มีผลกระทบต่อผลประกอบการขององค์กรในอนาคต ซึ่งแนวคิดในการวิเคราะห์โครงการลงทุนนั้นเป็นการพิจารณาถึงความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะลงทุนด้วยทรัพยากรใดทั้ง เงินทุน เวลา ปัญญา แรงงาน

วิธีการวิเคราะห์โครงการที่เป็นที่นิยมนั้นมีอยู่หลายวิธีเช่น การพิจารณาจุดคุ้มทุน (Payback Period), มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value), อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) เป็นต้น

การพิจารณาจุดคุ้มทุน (Payback Period)

  • มักเป็นคำถามแรกสุด เมื่อพิจารณาโครงการใดๆ กล่าวคือ ผู้ลงทุนอยากรู้ว่าภายหลังจากดำเนินโครงการแล้ว กี่ปีจึงจะได้ทุนคืน ยกตัวอย่างเช่น ลงทุน 10 ล้านบาทและคาดการณ์กำไรสุทธิปีละ 3 ล้านบาท แสดงว่าโครงการนี้คืนทุนใน 3 ปี 4 เดือน (คำนวณว่า 4 เดือนได้กำไร 1 ล้านบาท ดังนั้นจะได้ทุนคืนใน 40 เดือน)

  • วิธีการนี้มีข้อดีคือ คำนวณได้ง่าย เร็ว โดยส่วนใหญ่ถ้าโครงการมีลักษณะคล้ายๆ กัน นักลงทุนมักจะเลือกโครงการที่มีจุดคุ้มทุนสั้นกว่า เพราะนั่นหมายถึง ความเสี่ยงที่ลดลง มีเงินสดคืนเข้ามาเร็วกว่าสามารถนำเงินมาเพิ่มสภาพคล่องให้กับโครงการ หรือนำไปลงทุนอย่างอื่นต่อได้อีก

  • ข้อเสียนั้นก็มีมากเช่นกัน กล่าวคือ
    • ไม่ได้คำนึงถึงสมมติฐานที่สำคัญทางการเงินคือ เรื่องของค่าของเงินตามเวลา (Time Value of Money) ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เงิน 1 ล้านบาท ณ วันนี้ ย่อมมีค่าไม่เท่ากับ 1 ล้านบาทในปีหน้า (เนื่องด้วยอัตราดอกเบี้ย และ ราคาสินค้า บริการต่างๆ ที่สูงขึ้น)
    • กระแสเงินสดรับมักไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาโครงการ อาจมีเรื่องของวงจรธุรกิจ หรือ ฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง
    • ไม่ได้คำนึงว่าหลังจากผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว จะมีกระแสเงินสดรับเข้ามาอีกมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี วิธีการนี้ก็ยังเป็นที่ยอมรับ แต่มักใช้ประกอบการตัดสินใจควบคู่ไปกับวิธีการอื่นๆ สำหรับการวิเคราะห์โครงการโดยวิธี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value) และ อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) นั้น จะได้นำเสนอรายละเอียดในคราวต่อไปครับ